แบบนี้สิ ! ถึงเวลาให้ไปโรงเรียน


แบบนี้ซิ ! ถึงเวลาให้ไปโรงเรียน

การเข้าโรงเรียนเป็นอีกประเด็นที่หลายครอบครัวให้ความสำคัญ และมีการเตรียมความพร้อมหลายๆด้านก่อนที่ลูกจะเข้าโรงเรียน แต่แน่ใจแล้วหรือว่าลูกมีความพร้อมไปโรงเรียนจริง เพื่อให้การไปโรงเรียนจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการอยู่บ้าน มาดูกันว่าเมื่อไหร่พ่อแม่ถึงควรให้ลูกไปโรงเรียน โดยเน้นความพร้อมที่สำคัญ 4 ด้าน คือ

1.ความพร้อมด้านการช่วยเหลือตัวเอง

ความพร้อมด้านนี้สำคัญมากและใช้เป็นเกณฑ์วัดในบางโรงเรียนเลยว่า เด็กพร้อมเข้าโรงเรียนจริงไหม การช่วยเหลือตัวเองมีอะไรบ้าง เช่น การบอกความต้องการเข้าห้องน้ำได้ การถอดและใส่รองเท้าเองได้ การหยิบช้อนทานข้าว การดื่มน้ำ รวมไปถึงกิจวัตรประจำวันง่ายๆ บอกได้เลยว่าถ้าลูกยังไม่มีความพร้อมด้านนี้ ลูกก็จะยากต่อการใช้ชีวิตในโรงเรียน เพราะสัดส่วนของครูต่อนักเรียนในบางโรงเรียน อาจจะไม่ได้มากเพียงพอที่จะมาดูแลบุตรหลานของเราคนเดียวได้ตลอดเวลา  อีกทั้งการช่วยเหลือตัวเองก็เป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งที่เด็กๆ ควรทำได้ เด็กที่ยังทำไม่ได้อาจจะต้องเข้ารับการประเมินดูว่า มีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านใดบ้าง เช่น กล้ามเนื้อมัดเล็กอาจยังไม่แข็งแรง เป็นต้น

2.ความพร้อมของเด็กที่จะมีปฎิสัมพันธ์กับเพื่อน หรือครูที่โรงเรียน

ความพร้อมด้านนี้เป็นความพร้อมที่สำคัญที่สุด และควรเป็นเกณฑ์พิจารณาการส่งเด็กโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษต่างๆ ไปโรงเรียน ตามปกติเมือเด็กถึงวัยที่จะเข้าโรงเรียนได้แล้ว พ่อแม่มักจะรีบพาลูกเข้าเรียนตามเกณฑ์อายุ เพราะคิดว่าถึงเวลาเข้าโรงเรียนแล้วก็ควรจะเข้า เพราะหวังให้ลูกได้ไปเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ จนไม่ได้สนใจว่าลูกให้ความสำคัญกับการมีปฎิสัมพันธ์กับบุคคล หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ หรือไม่ ซึ่งสามารถสังเกตความพร้อมด้านนี้ได้ง่ายๆ ผ่านการเล่นที่โรงเรียน สังเกตดูว่าลูกสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เอง หรือแยกตัวออกมาเล่นคนเดียว

ถ้าลูกแยกตัวออกมาบ่อยๆ มากกว่าการไปมีส่วนร่วมกับเพื่อนๆ การส่งลูกไปเรียนตามอายุเกณฑ์อาจยังไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมนัก คุณพ่อคุณแม่อาจต้องมาทบทวนดูว่าลูกจะได้รับประโยชน์อะไรจากการไปโรงเรียน อาจจะได้คำศัพท์ภาษาที่เพิ่มเติมมา แต่อาจจะไม่ได้ประโยชน์เรื่องอื่นเลย ในเด็กกลุ่มนี้พ่อแม่มักจะได้รับข้อความจากคุณครูว่า เด็กยังไม่เล่นกับเพื่อน ไม่ค่อยสนใจฟังคุณครู อยู่ไม่นิ่ง เป็นต้น สู้พ่อแม่รอเวลาอีกสักหน่อย ไม่ต้องรีบส่งเข้าโรงเรียน เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับพ่อแม่ อยู่กับบ้าน สอนให้ลูกรู้จักบุคคลคนแรกที่ควรรู้จักก่อน คือ พ่อกับแม่ การอยู่บ้านเล่นย่อมได้ประโยชน์มากกว่าการเข้าเรียนที่เร็วเกินไป

3.ความพร้อมด้านการสื่อสารทางสังคม

มีเด็กหลายคนเลย พูดเก่ง แต่สื่อสารไม่เป็น ซึ่งการพูดกับการสื่อสารมีความหมายที่แตกต่างกัน การพูด  คือ การแสดงออกผ่านการใช้ภาษาต่างๆ แต่การสื่อสาร คือ การสื่อให้ผู้อื่น (ผู้รับสาร) มีความเข้าใจว่าเรา (ผู้ส่งสาร) กำลังสื่อความหมายอะไรออกไป สามารถใช้การสื่อความหมายผ่านการแสดงออกลักษณะต่างๆได้ อาจจะเป็นภาษาพูด (verbal) หรือ ภาษากาย (์non-verbal)

เด็กที่พูดเก่งบางคนสื่อสารไม่ได้ พูดได้หลายภาษา พูดได้ตลอด แต่พูดไปเรื่อยๆ รวมไปถึงพูดเพื่อพรรณาท่องจำสิ่งต่างๆ เช่น ท่อง ABC หรือร้องเพลง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้นับว่าเด็กพูดสื่อสารได้ดี เพราะการพูดเหล่านั้นไม่ได้ต่างอะไรกับนกแก้วนกขุนทอง ที่มักจะพูดตามตลอดเวลา

การพูดเพื่อการสื่อสาร จะต้องใช้ภาษาพูดเพื่อบอกความต้องการของเด็กเอง บอกปฎิเสธ ออกคำสั่ง การยืนหยัดเจตนาของตนเอง ขอความช่วยเหลือ การฟ้อง เล่าเรื่องและรายละเอียดต่างๆ เป็นต้น ถ้าลูกยังไม่สามารถพูดเพื่อสื่อสารทางสังคมได้ดีพอ การเข้าโรงเรียนจะเป็นความท้าทายของลูกเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเด็กบางคนแก้ปัญหาด้วยการสื่อสารเพื่อให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ ก็จะแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น โวยวาย ปาของ กรีดร้อง เป็นต้น

แต่ถ้าลูกสามารถสื่อสารได้ ลูกจะรู้ว่าตัวเองมีอาวุธซึ่งก็คือการสื่อสาร ที่จะไปต่อกรกับปัญหา รักษาตัวเองจากการถูกรังแกหรือช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นได้

4.ความพร้อมของพ่อแม่ และครูที่โรงเรียน

การเลือกโรงเรียนที่ชื่อเสียงดีที่สุดให้ลูกเป็นสิ่งที่ดี แต่จะดีกว่าถ้าเลือกโรงเรียนที่มี “ครู” ที่เข้าใจ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเลือกโรงเรียนที่มีชื่อเสียงดังมากแต่ลูกเข้าไปเรียนแล้วไม่มีความสุข ควรเน้นโรงเรียนที่เด็กมีความสุขในการไปโรงเรียน และมีคุณครูที่คอยเอาใจใส่ เพราะพ่อแม่ ครู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพัฒนาเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกโรงเรียนก็ขึ้นกับความพร้อมของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน พ่อแม่ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนและดูหลายๆองค์ประกอบของชีวิต ปัจจัยอื่นๆ ทั้งการทำงาน การมีเวลาร่วมเล่นกับลูกหลังเลิกเรียน เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้วก็ลองชั่ง ตวง วัดกันดูว่าลูกของเราพร้อมแล้วจริงหรือไม่ที่จะเข้าโรงเรียน ถ้ายังไม่พร้อมก็ยังไม่อยากให้รีบนำลูกเข้าโรงเรียน อยากให้เล่นกับลูกให้มากพอ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ก่อนนำมาตัดสินใจอีกครั้ง  แต่บ้านไหนถ้าลูกมีความพร้อมแล้ว ก็ลุยกันได้เลย และอย่าลืมอีกหนึ่งความสำคัญ ถึงแม้ว่าลูกไปโรงเรียนแล้วก็ตามนั่นคือ การเล่นกับลูก เพราะการเล่นสำหรับเด็กก็คือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง

CrafterCave Kids (คราฟเทอร์เคฟคิดส์) แบรนด์ผู้ออกแบบและจำหน่ายเกม ของเล่น และสื่อการเรียนรู้เสริมพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารของเด็กๆในแต่ละช่วงวัยโดยเฉพาะ

CrafterCave Kids ยังมีบทความอื่นๆที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่อยู่อีกนะ

Leave a Reply